บทที่ 8 พาลูกและสามีกลับบ้านแม่
ทุกคนที่มามุงดูการชำแหละหมูในครั้งนี้ ก็ได้กลายเป็นว่าได้หันมาสนใจกับเรื่องครอบครัวบ้านมู่แทนเสียแล้ว พวกเขาถือว่าเรื่องชาวบ้านคือแหล่งของความบันเทิงชั้นดี
“เอาละ ทั้งสองฝ่ายก็มาปั๊มลายมือหรือลงลายมือชื่อได้” เสียงฉีอันที่ทำการเขียนหนังสือตัดขาดเรียบร้อยบอกกับทั้งสองฝ่าย
ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายก็ได้หนังสือตัดขาดมาอยู่ในมือเรียบร้อย ซูเหยาได้อ่านตัวหนังสือออกมาเสียงดังฟังชัดว่าต่อไปนี้บ้านของมู่หาน รวมทั้งตัวคนในครอบครัวไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับคนบ้านใหญ่มู่ทุกคน
หากมีใครมาละเมิดหรือกระทำการล่วงเกินครอบครัวของอีกฝ่าย ฝ่ายที่เสียหายสามารถแจ้งทางการได้ทันที ลงชื่อทั้งสองฝ่ายครบถ้วน พยานก็เป็นคนในหมู่บ้านที่เห็นเหตุการณ์ในวันนี้
“มู่หานเราไปเก็บข้าวของกันเถอะ เด็ก ๆ ไปกัน น้าจะพาพวกหนูไปอยู่บ้านใหม่” ซูเหยาพูดกับมู่หาน แล้วนั่งยอง ๆ พูดกับเด็กน้อยที่มองเธอตาแป๋ว
ตอนนี้เธอได้เอาหวีออกมารวบผมให้เด็กน้อย รวมถึงได้จัดการแต่งกายของทั้งสองให้เรียบร้อย ถึงแม้จะไม่ดูดีเหมือนเมื่อเช้าสักเท่าไร แต่ยังคงเรียบร้อยกว่าตอนมาที่แห่งนี้ในตอนแรก
“ขอบคุณทุกคนที่เป็นพยานให้กับครอบครัวของเราในวันนี้ค่ะ” ซูเหยาพูดกับชาวบ้าน
เมื่อการแสดงดี ๆ จบลงชาวบ้านเหล่านั้นก็ได้หันไปดูการชำแหละหมูต่อไป เพื่อที่จะได้ซื้อเก็บไว้ให้คนในครอบครัวกิน
สี่คนพ่อแม่ลูกก็เดินกลับอดีตบ้านหลังน้อยของตน เพื่อจะได้ไปเก็บของใช้ที่ยังคงเหลืออยู่ โดยที่ซูเหยาไม่คิดจะสนใจหมูป่าที่มู่หานได้มีส่วนร่วมในการหาเลยสักนิด
หลังจากที่ซูเหยากับสมาชิกทั้งสามกลับมาถึงบ้านของตัวเอง พวกเขาได้มองสภาพห้องของตนด้วยดวงตาที่ว่างเปล่า ใช่จ้าแบบว่างเปล่าจริงๆ เพราะของใช้ทั้งในห้องของเธอและในห้องของเด็ก ๆ รวมทั้งในครัวมันได้ถูกยกเค้าไปหมดแล้ว
“อยากได้ของฉันใช่ไหม ถามเจ้าของหรือยัง” ซูเหยากัดฟันกรอด พูดออกมาด้วยความเดือดดาล
“มู่หานไปแจ้งทางการว่าบ้านเรามีขโมย ถ้ายังไม่มีคนเอาของมาคืนตอนนี้ คุณไปได้เลย” ซูเหยาร้องตะโกนแผดเสียงขึ้นอย่างเสียงดัง
“ทางการ เร็วเข้าเอาของของมันไปคืน ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปยุ่งกับของบ้านมัน” ฉินเจียวพูดขึ้นอย่างลนลาน
“ทำไมคนบ้านฉันมันถึงได้มีคนนิสัยขี้ขโมยแบบนี้ ไปเลยนะเอาของไปคืนอาของแกเดี๋ยวนี้” มู่จางที่เพิ่งจะเดินกลับมาถึงบ้านพูดกับหลานชายหญิงด้วยท่าทางโกรธจัด
“เอาไป พวกฉันเอาของหล่อนมาคืนหมดแล้ว” จิวเหลียนที่ได้หอบข้าวของออกมามากมายเอามากองไว้ตรงหน้าของซูเหยา
“ที่นอน ผ้าห่ม หมอนเอามาด้วย” ซูเหยาเมื่อดูของแล้วยังไม่ครบเธอจึงถามออกมา
เธอยินดียกให้คนอื่นดีกว่าที่จะมอบให้กับคนเห็นแก่ตัวแบบคนบ้านนี้ ซูเหยาคิดในใจ ทางด้านมู่หานที่กำลังเก็บเอกสารของตนกับซูเหยาและลูก ๆ อยู่ภายในห้องนอน ก็ได้หาไม้ขุดลงไปในดินข้างตู้เก็บเสื้อผ้า ในนั้นมีกล่องเก่าๆ อยู่ใบหนึ่ง
มู่หานได้เปิดกล่องใบนั้นดู ก็พบว่าเงินที่เขาแอบเก็บสะสมมาหลายปีก็ยังพอมีอยู่บ้าง เงินนี้เขาคิดไว้ว่าจะเอาไว้สร้างบ้าน
เด็กน้อยสองคนก็มาช่วยน้าเหยาของเขาเก็บสิ่งของที่คนบ้านนั้นเอามาคืน เท่าที่แขนเล็กๆ จะอำนวย
“เด็กดี หิวกันไหม อดทนหน่อยนะ เมื่อเราออกไปจากบ้านนี้แล้วน้าจะหยิบขนมออกมาให้กิน” ซูเหยาพูดกับเด็กน้อยทั้งสองด้วยความอ่อนโยน
“ครับ/ค่ะ” เด็กทั้งสองตอบรับพร้อมกัน
มู่หานที่ได้มาเห็นภาพนี้ เขาก็ถึงกับไม่อยากจะเชื่อสายตา นี่ใช่ซูเหยาภรรยาที่มีแต่คนบอกกับเขาว่าเป็นคนใจร้ายต่อลูก ๆ ของเขาจริงเหรอ
“เสร็จแล้ว ไปกันเถอะ” ซูเหยาพูดขึ้นเมื่อเธอถือห่อผ้าไว้ในมือ ส่วนที่นอนก็คงจะต้องตัดใจ เพราะจะเอาเข้ามิติตอนนี้ก็ไม่ได้ แต่ช่างมันเถอะคิดว่ายอมทิ้งของเก่าเพื่อชีวิตใหม่ก็แล้วกัน
“น้าเหยาพวกเราจะไปไหนกันหรือครับ/คะ” เด็กน้อยถามซูเหยาด้วยความสงสัย
“ไปบ้านยายกัน คุณยายใจดีมากใช่ไหมล่ะ” ซูเหยาบอกกับเด็กตัวน้อยสองคนที่มองเธอตาแป๋ว
“ใช่ครับบ้านตายายมีแต่คนใจดี” เด็กชายก็พูดตามความคิดออกมา ซึ่งเด็กหญิงก็พยักหน้าเห็นด้วย
บ้านเดิมของซูเหยาตามนิยายได้บรรยายเอาไว้ว่าเป็นครอบครัวที่พอมีฐานะ เพราะสามารถส่งลูกทั้งสี่รวมถึงซูเหยาเรียนจนจบชั้นมัธยมปลายได้
ซูเหยาเองก็เรียนจบเช่นกัน แต่พอจบเธอก็มาแต่งงานกับมู่หานทันที จึงทำให้พ่อแม่ พี่ชายเป็นห่วงมากเพราะมู่หานเป็นพ่อหม้ายมีลูกติด
แต่แม้ว่าครอบครัวจะคัดค้านอย่างไร เจ้าตัวก็ยังคงแต่งออกมาจนได้ และครอบครัวของร่างนี้ก็ไม่มีใครไม่ชอบเด็กน้อยทั้งสองเลยสักคน ยกเว้นก็แต่คนที่เป็นแม่เลี้ยงอย่างซูเหยาคนเก่า
บ้านเดิมของซูเหยาเป็นบ้านที่อยู่ใกล้กับตัวอำเภอ มีพื้นที่ไม่กว้างเหมือนกับหมู่บ้านตงไห่ที่ซูเหยาได้อยู่ในเวลานี้ ตามนิยายได้ระบุเอาไว้ว่าช่วงเกิดการปฏิวัติหมู่บ้านเดิมของแม่ ซูเหยาจะโดนเพ่งเล็งมากเป็นพิเศษ
‘ไม่ได้การแล้ว เธอจะต้องเตือนครอบครัวของตนให้เก็บของเข้าห้องลับไว้ดี ๆ และให้ทำตัวธรรมดาเข้าไว้ ไม่อย่างนั้นอาจจะโดนพวกทหารแดงหิ้วไปได้’ ซูเหยาคิดด้วยความกังวลใจ
ซูเหยาได้พาสมาชิกของตนเดินเท้าออกจากหมู่บ้านมาเรื่อย ๆ ‘อยากเอารถมอเตอร์ไซค์มาใช้จัง’ ซูเหยาคิดอย่างท้อใจกับการที่ตนจะต้องเดินเท้าซึ่งกว่าจะถึง เนื่องจากระยะทางจากหมู่บ้านเข้าตัวอำเภอใช้เวลาในการเดินทางด้วยเท้าถึงสองชั่วโมง
แต่สวรรค์คงจะเห็นใจซูเหยาหรือไม่ก็เด็ก ๆ ตัวน้อย ท่านถึงได้ให้ซูเหยาได้เจอรถไถที่ตามหลังพวกเธออยู่ไม่ไกลเท่าไร “มู่หานคุณรีบเรียกรถเร็วเข้า” ซูเหยารีบบอกมู่หานผู้มีใบหน้าเฉยชา
เมื่อมู่หานเห็นรถเข้ามาใกล้ เขาก็ทำตามที่ภรรยาในนามบอกทันที หลังจากที่รถไถจอด สี่คนพ่อแม่ลูกก็ได้พากันขึ้นรถที่ยังพอมีที่ว่างให้นั่งได้ ซูเหยาเห็นว่าเมื่อใกล้จะถึงหมู่บ้านของตนเธอ จึงได้พาสมาชิกอีกสามชีวิตลง
เมื่อชำระค่าเดินทางเรียบร้อย ซูเหยาก็อาศัยความทรงจำของเจ้าของร่างเก่า เพื่อพาอีกสามชีวิตเดินไปยังบ้านเดิม จากจุดที่ลงรถเดินเข้าซอยมาไม่ไกล คนทั้งสี่ก็มายืนอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
“มีใครอยู่ไหมคะ” ซูเหยาร้องเรียกคนที่อยู่ในบ้านเสียงดัง โดยมีมู่หานกับเจ้าตัวน้อยเป็นคนเคาะประตู
“เหยาเหยาลูกแม่” หว่านชิงเรียกลูกสาวด้วยน้ำเสียงแสดงความดีใจ เมื่อเธอเปิดประตูออกมาแล้วพบว่าเป็นใครยืนอยู่ด้านนอก
“หนูคิดถึงแม่ที่สุด” ซูเหยาพูดจบเธอก็โผเข้าไปกอดแม่เพราะแม่ของร่างนี้เหมือนแม่ของเธอที่จากไปตอนเธออายุยี่สิบไม่มีผิด น้ำตาของซูเหยาไหลออกมาโดยทันที
“ไม่ต้องร้องนะเด็กโง่ เข้าบ้านกันก่อนเร็วเข้า” หว่านชิงได้บอกลูกเขยกับเด็กตัวน้อยทั้งสอง ที่มองมาที่เธอพร้อมกับส่งยิ้มน่ารักมาให้
“แม่ยายสวัสดีครับ คุณยายสวัสดีครับ ค่ะ” คนทั้งสามต่างทักทายแม่ของซูเหยาออกมาอย่างสุภาพ หว่านชิงก็พูดทักทายลูกเขยและหลานชายหญิงออกมาเช่นกัน
“มีอะไรค่อยไปคุยกันในบ้านเถอะ เด็ก ๆ น่าจะเหนื่อยแย่แล้ว” หว่านชิงที่เห็นข้าวของที่ลูกสาว ลูกเขยถือมาแม้เธอจะสงสัยแต่ว่าหากจะถามอะไรตอนนี้คงไม่เหมาะนัก
“ค่ะ/ครับ” ทุกคนตอบรับอย่างเชื่อฟัง หลังจากที่ทุกคนเข้ามานั่งห้องโถงภายในบ้าน เสียงท้องของเจ้าตัวเล็กทั้งสองก็ดังขึ้น เจ้าตัวเล็กจึงรีบเอามืดปิดท้องของตนพร้อมยิ้มเขินออกมา
“หิวกันหรือเปล่า ไปกินข้าวกันก่อน เดี๋ยวค่อยออกมาคุยกัน” หว่านชิงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้มที่เจ้าตัวรู้สึกเอ็นดูเด็กน้อย
“แม่ครับผมกับพ่อกลับมาแล้ว” เสียงพี่ชายของซูเหยาร้องตะโกนอยู่หน้าบ้าน
ทางซูเหยาและครอบครัวยังไม่ได้ตอบรับ ก็ได้ยินเสียงตะโกนดังขึ้นจากหน้าบ้าน ซูเหยาจำได้ว่าเป็นเสียงของหนึ่งในพี่ชายทั้งสาม
“เดี๋ยวผมไปเปิดเองครับ” มู่หานพูด แล้วเขาก็ลุกจากเก้าอี้เดินออกไป
“สวัสดีครับทุกคน” มู่หานกล่าวทักทายทุกคนด้วยน้ำเสียงสุภาพ
สมาชิกในบ้านซูรู้สึกแปลกใจที่พวกเขาเห็นว่าคนมาเปิดประตูคือมู่หาน เขาจึงสงสัยว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่าหรือว่าเสี่ยวเหยาของพวกเขาก่อเรื่องอีก
“อาเหยามาด้วยหรือเปล่า” ซูป๋อถามลูกเขย พร้อมกับที่เขาได้เดินนำทุกคนเข้าบ้านไป โดยไม่คิดจะฟังคำตอบของลูกเขยที่เขาเคยคัดค้านเรื่องการแต่งงาน
“มาครับ อยู่ด้านใน” มู่หานที่เดินคู่กับพ่อตาตอบ พ่อและพี่ชายที่ได้ยินว่าน้องสาวของตนกลับมาด้วยก็ดีใจ
ยกเว้นสะใภ้ทั้งสองของบ้าน สีหน้าดูไม่ดีนักที่รู้ว่าน้องสาวจอมแสบของสามีกลับมา แต่พวกเธอจะทำอะไรได้กันล่ะ ทั้งสองจึงได้หันหน้าเข้าหากันอย่างคนเข้าใจกันเพียงเท่านั้น
ซูเหยากับเด็กสองคนที่กำลังรอมู่หานอยู่ที่โต๊ะกินข้าว ก็ได้เห็นพ่อของร่างนี้เดินนำหน้าบรรดาพี่ชายของเธอเข้ามา แล้วจึงตามมาด้วยมู่หาน
“ให้ลูกและหลานกินข้าวกันก่อนค่อยคุยกันทีเดียว” หว่านชิงพูดออกมา ก่อนที่สามีและลูกชายทั้งสามจะถามอะไรออกมาเสียก่อน
เมื่อเธอเห็นสีหน้าที่ไม่เก็บอาการของคนทั้งสี่ ซูเหยาเองก็เห็นใบหน้าที่แสดงถึงความรัก ความห่วงใยของพ่อและพี่ชายทั้งสามที่ฉายชัดออกมาได้อย่างชัดเจน
“ได้ถ้าอย่างนั้นลูกก็กินข้าวก่อนเถอะ พ่อกับพี่ ๆ จะไปรอที่ห้องโถง” ซูป๋อเป็นคนกล่าว ก่อนที่เจ้าตัวจะเดินนำลูกชายทั้งสามออกไปรอลูกสาวตามที่บอกไว้
และหลังจากที่สมาชิกสี่คนของซูเหยากินข้าวเสร็จแล้ว เธอจึงได้พามู่หานออกไปกับเธอ โดยได้รบกวนผู้เป็นแม่ให้ช่วยดูแลลูกชายหญิงทั้งสอง
“มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นลูก/น้องเล่าออกมาให้หมด” พ่อและพี่ชายสามคนถามลูก/น้องสาวคนเล็กของบ้านอย่างสงสัย เมื่อซูเหยากับมู่หานเดินเข้ามานั่งอยู่กับพวกเขา ซูเหยาจึงได้เล่าเรื่องทุกอย่างออกมา
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ลูกกับมู่หานก็ตัดขาดจากบ้านหลังนั้นเรียบร้อยแล้ว” ซูป๋อถามออกมาอีกครั้งเมื่อฟังเรื่องทั้งหมดจบลง
“เรื่องสร้างบ้านไม่ต้องห่วงหรอก ลูกจะเอาใหญ่แค่ไหนก็ได้พ่อกับพี่ ๆ จะจัดการให้” ซูป๋อบอกกับลูกสาวอีกครั้ง เพราะทุกวันนี้เขากับลูกชายทำอาชีพเป็นช่างสร้างบ้านกันอยู่แล้ว
แต่ซูเหยาก็ยังคงไม่พูดอะไร เนื่องจากเธออยากจะบอกเรื่องการปฏิวัติให้กับครอบครัวรับรู้ด้วย แต่ตอนนี้เธอคิดว่าควรจะต้องปรับความเข้าใจกับพี่สะใภ้ทั้งสองของตนเสียก่อนเพราะการปรองดองอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีคือดีที่สุด
“พี่สะใภ้ใหญ่สะใภ้รองฉันต้องขอโทษที่ในอดีตฉันทำตัวไม่ดีกับพี่เอาไว้ ต่อไปนี้ฉันจะเป็นคนใหม่ หวังว่าพี่ทั้งสองจะไม่โกรธเคืองและยกโทษให้กับฉัน” ซูเหยาหันไปพูดกับพี่สะใภ้ทั้งสองพร้อมกับโค้งตัวคำนับ
เมื่อเธอตัดสินใจดีแล้ว เพราะพี่สะใภ้ทั้งสองของร่างนี้ก็เป็นคนดี และได้ตัดขาดจากครอบครัวบ้านเดิมอย่างเด็ดขาดแล้ว สะใภ้ใหญ่ฟางหรงกับสะใภ้รองลี่มี่ถึงกับตกใจจนทำอะไรไม่ถูกกับการเปลี่ยนแปลงของน้องสามีในยามนี้
เพราะตั้งแต่ที่เธอสองคนแต่งเข้ามาในครอบครัวซู ก็มีแต่ซูเหยาคนเดียวที่ดูถูกพวกเธอสารพัดว่าไม่มีการศึกษาบ้าง ผู้หญิงบ้านนอกบ้าง
บ้านเดิมของพวกเธอสองคนห่างไกลจากที่นี่ไปไกลมาก และก็เป็นหมู่บ้านในหุบเขาที่มีสภาพความเป็นอยู่ยากจนเธอกับลี่มี่ได้หนีออกจากบ้าน เพราะจะโดนขายโดยพ่อแม่แท้ ๆ
เธอสองคนได้หนีมาจนถึงเมืองนี้ และรับจ้างทำงานหลายอย่าง จนได้มาเจอกับสามี ตอนที่ซูเหยาเห็นเธอสองคนหล่อนก็มองพวกเธอด้วยความรังเกียจ
สามีก็ได้แต่ปลอบใจ บอกว่าเพราะน้องยังเด็กและถูกตามใจจนเคยตัว อย่าถือสาน้องเล็กเลย พวกเธอสามคนมักจะปะทะกันเป็นประจำ แต่มาวันนี้พวกเธอกลับได้รับคำขอโทษ
“พี่ฟางหรงคะพี่ยินดียกโทษให้ฉันไหม เพราะพี่สะใภ้รองได้กล่าวยกโทษให้เธอแล้ว” ซูเหยาถามกับพี่สะใภ้คนโตออกมาด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“ได้สิ พี่เองก็ผิดเหมือนกัน” ฟางหรงที่กำลังคิดเรื่องอดีตก็พูดออกมาอย่างยินดี เพราะเธอและลี่มี่ก็ไม่มีที่ไหนให้ไปนอกจากอยู่บ้านหลังนี้
ถ้าทุกคนในบ้านอยู่ด้วยความสามัคคีกันได้ ย่อมที่จะดีกับทั้งสองฝ่ายอย่างแน่นอน ส่วนบ้านเดิมที่เลวร้ายแบบนั้นชาตินี้ทั้งชาติเธอก็ไม่คิดจะกลับไป
“พี่ชายใหญ่ไปตามแม่ออกมาฟังด้วยเถอะค่ะ ฉันจะได้พูดทีเดียว” ซูเหยากล่าวออกมาหลังจากเมื่อเธอได้ปรับความเข้าใจกับพี่สะใภ้ทั้งสองแล้ว ซูเฉินหลงหายไปไม่นานก็มีหว่านชิงกับเด็กน้อยเดินตามมาด้วย
“หนูมีเรื่องสำคัญมากๆ จะบอก ดังนั้นทุกคนต้องไปปิดประตูหน้าต่างให้หมดทุกบาน แล้วอย่าเพิ่งแย้งอะไรออกมาโดยเด็ดขาด” ซูเหยากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จริงจังไม่มีวี่แววล้อเล่นใด ๆ ทั้งสิ้น
“สำคัญมากเลยเหรอลูก” หลินหว่านชิงถามออกมาด้วยความกังวล
“แม่คะตอนนี้ตายายและลุงอยู่ต่างประเทศกันใช่ไหมคะ” ซูเหยาถามแม่ เนื่องจากในนิยายได้บรรยายเรื่องครอบครัวของซูเหยาไว้สั้น ๆ ว่าคนในครอบครัวได้พากันอพยพไปอยู่ต่างประเทศช่วงก่อนเกิดการปฏิวัติ แล้วเกิดเรือล่มทำให้ทุกคนสูญหายไปกับทะเล
“ใช่ลูก ตากับยายแก่แล้วคงไม่กลับมาแล้วล่ะ” หว่านชิงตอบกลับลูกสาวด้วยความสงสัย
“เรื่องที่หนูบอกมันสำคัญมากถึงกับตายได้เลย หากมีคนแพร่งพรายเรื่องในวันนี้ออกไป” ซูเหยาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง
“มู่หาน คุณพาเด็ก ๆ ออกไปก่อนนะคะ แล้วคืนนี้ฉันค่อยบอกกับคุณ” ซูเหยาบอกกับสามีในนาม
“เสี่ยวเฟย เสี่ยวผิง หนูออกไปกินขนมกับพ่อก่อนนะ เดี๋ยวน้าจะออกไปหาทีหลัง” ซูเหยาหันมาพูดกับเด็กทั้งสองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ซึ่งผิดกับที่พูดกับคนเป็นพ่อลิบลับ
“ครับ ค่ะ” เด็กน้อยตอบรับอย่างเชื่อฟัง
“หนูจะบอกกับทุกคนว่าปีหน้าจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้น โดยทางรัฐจะล้มล้างวัฒนธรรมเก่า ๆ ในอดีตทั้งหมดเครื่องประดับต่าง ๆ จะไม่มีค่า
อาหารจะขาดแคลน ไม่ให้มีการทำอาชีพอิสระ ค้าขายไม่ได้ ทุกอย่างจะถูกควบคุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ และห้ามนับถือเทพรวมทั้งโชคลางต่าง ๆ ทั้งหมดด้วย
ดังนั้นหนูอยากให้ครอบครัวของเราเก็บของเก่าหรือของมีค่าทั้งหมดทุกอย่างเอาไว้ในห้องลับของบ้าน และถ้าเป็นไปได้ให้ปิดบ้านหลังนี้ไปก่อน
แล้วย้ายไปอยู่ยังชนบทเป็นระยะเวลาสิบเอ็ดปี” ซูเหยากลั้นใจพูดออกมา พร้อมกับมองหน้าคนในครอบครัวตอนนี้
“พ่อว่าแล้วเห็นเพื่อนพ่อบางคนเริ่มซื้อที่ในชนบทเพื่อไปปลูกบ้านหลังคามุงหญ้ากัน พ่อเองนึกสงสัย เมื่อลองถามก็ได้คำตอบว่าเปลี่ยนบรรยากาศ”
ซูป๋อแม้จะตกใจที่ได้ยินจากปากลูกสาว แต่เขาคิดว่าเรื่องที่ลูกพูดมีความเป็นไปได้มากทีเดียว
“ว่าแต่หนูรู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน มีใครมาบอกกับลูกหรือเปล่า” ซูป๋อแม้เขาจะมีความระแคะระคายมาก่อน แต่เขาก็อยากถามกับลูกออกมาให้แน่ใจ เผื่อคนที่มาบอกคิดไม่ดีจะได้หาทางป้องกันเอาไว้
“หากหนูจะบอกว่าเจ้าแม่หวังหมู่มาเข้าฝันบอกหนู ทุกคนจะเชื่อหนูไหมคะ” ซูเหยาพูดออกมาเพราะเธอรู้ว่าครอบครัวนี้นับถือเทพเจ้า
“เชื่อ” ทุกคนตอบออกมาอย่างพร้อมเพรียง
“แต่เมื่อไรที่เกิดเหตุการณ์ปฏิวัติ ทุกคนห้ามลืมว่าจะต้องไม่ทำตัวนับถือเทพเจ้านะคะ ไม่อย่างนั้นเราจะโดนทหารแดงจับ” ซูเหยากล่าวย้ำออกมาให้คนในครอบครัวฟังอีกครั้ง
“ถ้าอย่างนั้นตอนนี้แม่ว่าให้พ่อและพี่ ๆ ของลูกไปซื้อที่ดินในหมู่บ้านของลูกไว้ก่อนดีกว่า แล้วเราก็ค่อย ๆ ทยอยไปสร้างบ้าน หากมีใครถามก็บอกว่าแม่อยากจะมาอยู่กับลูกและหลาน ๆ” หวานชิงพูดความคิดของตน
“ก็ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพ่อไปกับมู่หานนะ ลูกก็เอาเด็ก ๆ มาอยู่กับแม่ที่นี่เลยแล้วกัน และเราค่อยกลับไปหมู่บ้านนั้นพร้อมกัน จะได้ไม่มีใครมารังแกลูกกับหลานอีก” ซูป๋อสั่งความกับลูกสาว
“ถ้าอย่างนั้นแม่กับหนูก็ช่วยกันเก็บของเถอะค่ะ แต่ถ้าแม่ไว้ใจหนู หนูจะเป็นคนเก็บเอาไว้ให้ พอหลังจากสิบเอ็ดปีหนูจะเอาของทั้งหมดที่เก็บไปออกมาคืน” ซูเหยาพูดกับแม่ตามตรง
ของมีค่าจะเก็บไว้ที่ไหนปลอดภัยที่สุด ก็เก็บเอาไว้ในมิตินะสิ แต่เธอไม่คิดจะบอกเรื่องมิติเด็ดขาด ขอเก็บไว้เป็นความลับกับตัวเองนะดีแล้ว
